การที่เอกสารลับปานามา ระบุถึงข้อมูลลับทางการดำเนินธุรกิจของบุคคลและนิติบุคคลจากหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย ว่าได้ดำเนินการจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขต (Offshore Company)ผ่านสำนักกฎหมาย “Mossack Fonseca” ขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจของตน  แม้ว่ากรณีนี้จะเป็นเพียงหลักฐานที่มาจากสื่อมวลชนในลักษณะไม่เป็นทางการ โดยขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าบุคคลสัญชาติไทย และองค์กรธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชนในไทย จะมีวัตถุประสงค์ในการที่ต้องไปตั้งบริษัทนอกอาณาเขตเป็นการสุจริต เพื่อลงทุนค้าขาย หรือเป็นการทุจริตเพื่อเลี่ยงภาษีที่ต้องชำระตามหน้าที่ให้แก่ประเทศไทย หรือเพื่อฟอกเงินจากเงินผิดกฎหมาย ให้เป็นเงินถูกกฎหมายก็ตาม 

แต่ข้อมูลจากเอกสารดังกล่าวก็ทำให้ทั้งรัฐบาลและประชาชนในหลายประเทศโดยเฉพาะในโลกเสรีที่มุ่งเน้นความโปร่งใส ได้เปิดให้มีการการสอบสวนและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง จนถึงขั้นกดดันให้บุคคลระดับผู้นำประเทศลาออกจากตำแหน่ง ดังที่เกิดขึ้นแล้วในไอซ์แลนด์ อังกฤษ ฝรั่งเศส สวีเดน เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย ออสเตรีย กรรมาธิการกิจการการเงินและเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (อียู) เป็นต้น

แน่นอนตลอดสัปดาห์ที่ข่าวเอกสารลับปานามาปรากฏออกมา ผู้คนพลเมืองทั่วโลกรวมทั้งพลเมืองไทยเป็นจำนวนมากตกใจ  สะพรึงกลัว  โกรธ  และสิ้นหวัง  จึงถือได้ว่าเป็นการเรียกร้องของพลเมืองต่อรัฐบาลว่าควรให้ความสนใจดำเนินการตรวจสอบอย่างจริงจัง  ต่อเนื่อง  ไม่ปล่อยให้เรื่องค้างคาหรือเลือนหายไป

มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด   เป็นองค์กรที่มีภารกิจในการปลูกจิตสำนึกให้คนไทยทุกหมู่เหล่า มีจริยธรรม คุณธรรม ธรรมาภิบาล ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน และถือประโยชน์ประเทศชาติเป็นสำคัญ  จึงให้ความสำคัญยิ่งกับข้อมูลที่ปรากฏขึ้น  และขอเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐที่มีบทบาทหน้าที่ในการตรวจสอบ อาทิเช่น ปปง.  กรมสรรพากร  ปปท.  ปปช. สตง.และผู้ตรวจการแผ่นดิน เร่งรัดการทำหน้าที่ของตนตามที่ทั้งนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี (ดร.วิษณุ เครืองาม)  ได้สั่งการและให้สัมภาษณ์หลายวาระชัดเจนแล้วว่า  “ตรวจสอบเร็ว  เป็นธรรม  ผิดลงโทษ”  หากเรื่องนี้ล่าช้าจนพ้นวาระของรัฐบาล หรือ เลือนหายไปในลักษณะเป็น “มวยล้ม”  คนไทยจะรู้สึกสิ้นหวังที่ประเทศของเราจะใสสะอาดปราศจากคอร์รัปชัน  มีธรรมาภิบาลในการปกครองและมีความรุ่งเรือง  อีกทั้งสิ้นหวังใน “ระบบราชการ”  ซึ่งจะเป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งของทุกฝ่ายและเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่อนุชนคนรุ่นหลัง

มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด จะร่วมมือกับภาคประชาชน สื่อมวลชน และประชาสังคม ผลักดันกฎหมายที่จำเป็นกับทำหน้าที่เป็นหมาเฝ้าบ้าน (watch dog) และกรรมการเป่านกหวีด  (whistle blower)  อย่างเข้มข้นต่อไป  

Date: Tuesday, 12 April, 2016