สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน จัดการสัมมนาวิชาการประจำปี ๒๕๔๓ เรื่อง "สังคมโปร่งใสไร้ทุจริต" ขึ้น ณ โรงแรม แอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน ชลบุรี ระหว่างวันที่ ๑๘-๑๙พฤศจิกายน ๒๕๔๓

โดยประเด็นหนึ่งที่ได้หยิบยกมาพูดคุยกัน คือ "ความโปร่งใสและการป้องปรามการทุจริตคอร์รัปชันในภาคราชการ" ทั้งนี้ เนื่องจากในอดีต ภาคราชการถือเป็นกลไกหนึ่งที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม ในช่วง ๑๐-๒๐ ปีที่ผ่านมา ภาคราชการอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัดและมีปัญหาในการปรับตัวหลายด้าน เช่น ระบบงบประมาณ ระบบบุคลากร และระบบการให้ผลตอบแทน ความอ่อนแอดังกล่าว ทำให้ภาคราชการไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับกระแสโลกาภิวัฒน์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกจากความอ่อนแอของระบบแล้ว การทุจริตคอร์รัปชันยังเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ฉุดรั้งไม่ให้ภาคราชการสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทุจริตคอร์รัปชันและความไม่โปร่งใสคือความไร้ประสิทธิภาพของระบบประการหนึ่ง การเสริมสร้างให้ภาคราชการแข็งแกร่งอีกครั้งจึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาความล้าหลังของระบบ และปัญหาการทุจริตไปพร้อมๆ กัน

ปัจจุบัน ภาคราชการมีความตื่นตัวที่จะปฏิรูปให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เกิดความตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างธรรมาภิบาลและแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างเป็นระบบ มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานของรัฐดำเนินมาตรการสร้างความโปร่งใส และป้องปรามการทุจริตในหน่วยงานของตน มีศูนย์ส่งเสริมจริยธรรม มีการวิจัยเรื่องคอร์รัปชัน ตลอดจนการศึกษาเพื่อเสนอแนะแผนยุทธศาสตร์การต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศไทย ฯลฯ

ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่าการสร้างความโปร่งใสและการป้องปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ในภาคราชการต้องประกอบด้วย

  • เป้าหมาย คือ สังคมโปร่งใส ไร้ทุจริต
  • กลยุทธ คือ การแก้ปัญหาคอร์รัปชันต้องทำเป็นองค์รวม โดยต้องให้ทุกภาคส่วนของสังคมทั้งนักการเมือง ข้าราชการ ประชาชน นักธุรกิจ และองค์กรวิชาชีพเข้ามามีส่วนร่วม พร้อมทั้งต้องดำเนินการปฏิรูปการเมือง ระบบราชการ กฎหมาย การศึกษาและวัฒนธรรม ไปพร้อมๆ กัน และจะต้องทำให้เป็นวาระของประชาชน
  • ยุทธศาสตร์ คือ ชูคุณธรรม สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี และมีบทลงโทษที่รุนแรงทั้งโดยตรงและจากสังคม (Social Sanction)

การจัดกำลังต่อสู้คอร์รัปชัน จะต้องจัดทัพเป็น ๓ ทัพ คือ ทัพหน้า คือหน่วยงาน ราชการที่มีหน้าที่โดยตรงในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เช่น ป.ป.ช. สำนักงาน ก.พ. และ ก.ก.ต. ทัพหลัก คือ กลุ่มของผู้ได้รับประโยชน์ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เช่น ประชาชน NGOs และองค์กรวิชาชีพ และทัพหนุน คือ กลุ่มของผู้ตรวจสอบ ขุดคุ้ย ตีแผ่ข้อเท็จจริงแก่สาธารณชนอันได้แก่ สื่อมวลชน

ทั้งนี้ มีแนวทางดำเนินการ ๓ มาตรการ คือ

๑. ลดโอกาสการเกิดคอร์รัปชัน โดยการปรับปรุงบทบาทภารกิจของภาครัฐ กระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น ปรับปรุงกฎหมาย เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจและให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้จริง ให้มีการใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม โดยอาจจัดทำโครงการนำร่องในส่วนราชการบางแห่ง ลดโอกาสการโยกงบประมาณภายหลัง พ.ร.บ. งบประมาณผ่านสภา ให้มีการตรวจสอบจากภาคประชาชน NGOs และองค์กรวิชาชีพ และป้องกันการซื้อขายตำแหน่งโดยสร้างระบบนักบริหารระดับสูง (SES)

๒. เพิ่มต้นทุนให้แก่ผู้กระทำผิด โดยเพิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิด ให้รางวัล/ยกย่องหน่วยงานหรือผู้กระทำความดี และเพิ่มเงินเดือนในตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบสูง พร้อมกับลดขนาดกำลังคน

๓. สร้างกระแสต่อต้านและปลุกจิตสำนึก โดยสร้างค่านิยมแห่งความพอเพียง สร้างค่านิยมที่ไม่ดูดายเมื่อเห็นการกระทำผิด รวมทั้งสร้างสรรค์ค่านิยมลด ละ เลิก การรับผลประโยชน์อันมิชอบ

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นด้วยกับแผนปฏิบัติการสร้างราชการใสสะอาด ซึ่งสำนักงาน ก.พ. จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายในเดือนธันวาคม ๒๕๔๓ และเห็นควรจัดทำเป็น วาระแห่งชาติหรือวาระของประชาชน
 

Share This Post:
Alt

thachakrit

ใสสะอาด ปราศจาก คอร์รัปชั่น ด้วยความตั้งใจแน่วแน่ที่จะปลูกจิตสำนึกให้คนไทย มีจริยธรรม มีคุณธรรม รังเกียจการทุจริต ถือประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว


Related Posts