พุธทรัพย์ มณีศรี

           บทความของผู้เขียนเรื่อง "การคอร์รัปชั่นง่ายๆ   ตรวจสอบก็ง่าย แต่ก็ไม่ค่อยสนใจตรวจสอบกัน" ได้รับการตอบรับที่ดีพอสมควร

           ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านผู้อ่านใน Blog ที่ได้อ่านมากที่สุดเป็นอันดับที่ ๕ ของเรื่องทั้งหมดในรอบวัน

           นอกจากนั้น เมื่อนำไปลงในเฟสส่วนตัวและในไลน์กลุ่ม เพื่อนฝูงที่ยังรับราชการอยู่และที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ก็ได้ให้ความเห็นโดยผ่านทางไลน์ของผู้เขียนหลายคน

           การที่เรื่องดังกล่าวได้รับการตอบรับจากท่านผู้อ่านใน Blog และเพื่อนที่ได้อ่านจากเฟสบุ๊ก แสดงให้เห็นว่าประชาชนคนไทยได้ให้ความสนใจเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นกันมากขึ้น

           เพื่อนทางเฟสรายหนึ่งกล่าวว่า "วันนี้ได้คุยกับกรรมการตรวจการจ้างบ้านพักข้าราชการของส่วนราชการแห่งหนึ่ง (ที่จริงได้ระบุชื่อนะครับ แต่ขออนุญาตเก็บไว้) กรรมการตรวจการจ้างดูเพียงรูปบ้านเพียงหลังเดียว ทั้งๆ ที่ต้องตรวจรับบ้านพักหลายหลัง

           จนต้องช่วยกันบอกว่าให้ดูต้นมะละกอ และหมาประกอบด้วย ว่าบ้านแต่ละหลังเหมือนกันหรือเปล่า"

           เพื่อนอีกรายหนึ่งกล่าวว่า "การคอร์รัปชั่นที่ทำกันจนเป็นเรื่องปกติคือการอบรมสัมมนา ที่เบิกค่าอาหาร ที่พัก มีส่วนต่างมากๆ เบิกค่าอาหาร ๑๕๐ บาท แต่เลี้ยงข้าวกล่อง  

           ที่สำคัญ จัดสัมมนาหนึ่งครั้ง ลงชื่อไว้ห้าครั้ง ถ่ายรูปประกอบห้าภาพ แต่คนชุดเดียว หากฝ่ายตรวจสอบดูให้ละเอียดพอก็จะรู้ว่าคนกลุ่มเดิมนั่นแหละ เพียงแต่สลับที่กันเท่านั้น เรื่องทำนองนี้ ทำกันจนเป็นเรื่องปกติ"

           ฟังความเห็นของเพื่อนท่านนี้แล้ว น่าหวาดเสียวมาก ข้าราชการที่ทำเช่นนี้คงกล้าน่าดู ผู้เขียนนึกถึงเรื่องทำนองนี้อย่างน้อย ๒ เรื่อง

           เรื่องแรกเป็นเรื่องที่ผู้เขียนได้รับรู้รับทราบมาเมื่อ ๓-๔ ปี ก่อน น่าตกใจที่สุดเลยครับว่าทำไมเขาช่างกล้ากันนัก กล้ากว่าเรื่องจัดสัมมนาที่เพื่อนเล่ามาเสียอีก

           ข้อมูลนี้เชื่อถือได้ครับ เพราะผู้ที่เล่าให้ฟังได้ร่วมในกระบวนการและได้ส่วนแบ่งเป็นค่าปิดปากด้วยความจำยอม

           ทั้งนี้ ผู้เขียนเคยยกเรื่องนี้เป็นตัวอย่างประกอบข้อเขียนในบทความเรื่องหนึ่งไปแล้ว

           เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ส่วนราชการในระดับจังหวัดของส่วนราชการแห่งหนึ่ง

          ได้ขอตั้งงบประมาณและได้รับการจัดสรรแล้ว ได้ขออนุมัติโครงการสัมมนาอย่างถูกต้อง มีรายชื่อประชาชนผู้เข้าร่วมสัมมนาโดยมีลายมือชื่อพร้อมหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน

           มีหลักฐานการเบิกจ่ายค่าวิทยากรและค่าอาหารกลางวัน รวมทั้งมีผลการประเมินโครงการเป็นเล่มเรียบร้อย

           ที่สำคัญที่สุดก็คือโครงการที่ได้กล่าวข้างต้นนั้น ไม่ได้ดำเนินการจัดการสัมมนาใดๆ ทั้งสิ้น เอกสารต่างๆ เกี่ยวกับการสัมมนาทั้งหมดได้จัดทำขึ้นเองหรือเป็นเอกสารเท็จทั้งสิ้น

           เงินที่เบิกเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามโครงการทั้งหมดเข้ากระเป๋าหัวหน้าใหญ่ในการผู้ดำเนินการพร้อมแบ่งเงินจำนวนหนึ่งให้กับผู้ที่รู้เห็น

           ผู้ที่รู้เห็นคนหนึ่งเป็นพนักงานราชการที่เล่าให้ผู้เขียนฟังนั้นได้รับส่วนแบ่งนำไปซื้อโน๊ตบุ๊คใหม่เอี่ยมได้เครื่องหนึ่ง

           นอกจากพนักงานราชการคนนี้แล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่การเงินอีกผู้หนึ่งซึ่งรู้เห็นเป็นใจด้วย ก็ได้รับเงินส่วนแบ่งนี้เช่นกัน

           ลองคิดดูนะครับ ขนาดผู้ที่รู้เห็นซึ่งเป็นพนักงานราชการได้รับเงินมากกว่าสองหมื่นบาทและข้าราชการซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่การเงินอีกคนหนึ่งซึ่งไม่ทราบว่าได้รับส่วนแบ่งเท่าไร แต่ย่อมได้ไม่น้อยกว่าพนักงานราชการผู้จำยอมเป็นแน่

           แล้วหัวหน้าผู้รับผิดชอบโครงการจะได้เงินหลวงเข้ากระเป๋าจำนวนเท่าใด

           สมัยก่อนเรื่องทำนองนี้ร้องเรียนยากครับ เพราะคนร้องเรียนจะเดือดร้อน ประกอบกับการตรวจสอบก็เห็นหน้ากัน ดีไม่ดีสอบไปสอบมาก็จะเป็นการฟอกขาวให้กับข้าราชการที่ทุจริตไปอีกต่างหาก

           เรื่องนี้หากเกิดขึ้นในสมัยนี้ ผู้ที่ถูกบังคับให้ร่วมมือด้วยอาจไม่ยอมรับส่วนแบ่ง แล้วแจ้งเบอะแสให้กับศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยแจ้งเบาะแสได้ที่เบอร์ Hotline ๑๒๙๙ หรือตู้ ปณ ๔๔๔ หรือหน่วยทหารทั่วประเทศ

           การแจ้งเบอะแสกับทหารซึ่งผู้เขียนมีความเชื่อมั่นว่าน่าจะตรวจสอบได้รวดเร็วและไม่เหมือนกับให้พวกเดียวตรวจสอบกันเอง น่าจะได้ผลมากกว่า

           เรื่องที่สอง เป็นเรื่องที่เป็นคำถามที่ฮิตเรื่องมากๆ เรื่องหนึ่งในวงสนทนา

           คำถามมีอยู่ว่าเหตุใดหน่วยงานต่างๆ ชอบไปจัดอบรมสัมมนากันที่โรงแรมแห่งหนึ่งเป็นประจำ ทั้งๆ ที่ห้องพักก็ไม่ได้ยอดเยี่ยม อาหารก็งั้นๆ แหละ ห้องประชุมก็ไม่วิจิตรตระการตา แต่ประการใด 

          หลายๆ คน ก็พยายามที่จะหาคำตอบกัน แต่เมื่อคำตอบได้รับการเฉลย ทุกคนที่ได้รับคำถามก็อุทานออกมาเหมือนกันว่า “ใช่แล้ว” เพราะคำตอบที่ถูกต้องก็คือ "เงินทอนดี"

           พูดถึงเงินทอน แม้ว่าจะตรวจสอบยาก แต่หากตั้งใจที่จะตรวจสอบกันจริงๆ ก็สามารถตรวจสอบได้ ดังเช่น "เงินทอนวัด" ที่เป็นข่าวดังข่าวหนึ่งในระยะนี้

           เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ที่ผ่านมา ป.ป.ช. ได้มีมติตั้งอนุกรรมการไต่สวนกรณีสำนวนการทุจริตเบิกจ่ายเงินงบประมาณในการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพนัญเชิงวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มูลค่า ๒๐ ล้านบาท ไปแล้ว

           และยังมีกรณีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนกรณีสำนวนการทุจริตเบิกจ่ายเงินงบประมาณในการบูรณปฏิสังขรณ์อีก ๑๑  คดี

           ดังนั้น จึงขอให้ตั้งใจตรวจสอบและตั้งใจช่วยกันเป็นหูเป็นตาช่วยกันตรวจสอบ ดูแลและแจ้งเบอะแสกันเถิดครับ 

           แม้ว่าคอร์รัปชั่นในเมืองไทยจะไม่หมด แต่ก็ช่วยให้คอร์รัปชั่นลดลงได้ครับ ขอให้มีความหวังและช่วยกันตรวจสอบอย่างจริงจังเถิด คงไม่นานเกินรอ

(เผยแพร่ วันที่ 1 สิงหาคม 2560 : OK Nation Blog)

Share This Post:

factadmin


Related Posts