ข้อบังคับ
มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด

หมวดที่ ๑
ชื่อเครื่องหมายและสำนักงานที่ตั้ง

ข้อ ๑  มูลนิธินี้ชื่อว่า มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด ย่อว่า ทสส. เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า
          Foundation for a Clean and Transparent Thailand ย่อว่า FaCT

ข้อ ๒  เครื่องหมายของมูลนิธินี้ คือ คน ๔ คน ถือธงไทย แทนความหมายของการจับมือรวมพลัง
         ของคนไทยทุกคนทั้ง ๔ ภาค วงกลมสีส้มด้านหลังดุจดังพระอาทิตย์ขึ้น แทนความหมาย
         ของการจุดประกายความหวังและพลังให้กับสังคมไทยให้ลุกขึ้นมาร่วมสู้เพื่อให้ประเทศไทย
         ใสสะอาด ด้านล่างมีตัวอักษร ประเทศไทยใสสะอาด ปราศจากคอร์รัปชัน

ข้อ ๓  สำนักงานของมูลนิธิตั้งอยู่ที่ สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน ๔๗/๑๐๑ ถนนติวานนท์   
         ต.ตลาดขวัญ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี ๑๑๐๐๐

หมวดที่ ๒
วัตถุประสงค์

ข้อ ๔  วัตถุประสงค์ของมูลนิธินี้ คือ
          ๔.๑  เพื่อปลุกจิตสำนึกให้คนไทยมีจริยธรรม มีคุณธรรม รังเกียจการทุจริต ถือประโยชน์ของ
                 ส่วนรวมเป็นสำคัญ รวมทั้งประกาศเกียรติคุณบุคคลและองค์กรที่มีความใสสะอาด
         ๔.๒  เพื่อสร้างแนวร่วมในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบในสังคมไทย
         ๔.๓  ให้ความช่วยเหลือในการให้คำปรึกษา แนะนำ การจัดฝึกอบรม การดูงาน
                 ผลิตเอกสาร เผยแพร่เรื่องเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในสังคมไทย
         ๔.๔  จัดให้มีการศึกษา วิจัยและสัมมนาเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในสังคมไทย
         ๔.๕  ร่วมมือกับสถาบันและองค์กรทั้งในและต่างประเทศที่มีวัตถุประสงค์ทำนองเดียวกัน
         ๔.๖  ดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์อื่น รวมทั้งให้ความร่วมมือกับองค์การการกุศลอื่นๆ
         ๔.๗  ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด

หมวดที่ ๓
ทุนทรัพย์ ทรัพย์สิน และการได้มาซึ่งทรัพย์สิน

ข้อ ๕   ทรัพย์สินของมูลนิธิมีทุนเริ่มแรก คือ เงินสด จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท (สองแสนบาทถ้วน)
ข้อ ๖   มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สิน โดยวิธีต่อไปนี้
          ๖.๑  เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้ยกให้โดยพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่นใด โดยมิได้มีเงื่อนไขผูกพัน
                 ให้มูลนิธิต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาระติดพันอื่นใด
          ๖.๒  เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคหรือให้การสนับสนุน
          ๖.๓  ดอกผลซึ่งเกิดจากทรัพย์สินของมูลนิธิ
          ๖.๔  รายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมของมูลนิธิ

หมวดที่ ๔
คุณสมบัติ และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ

ข้อ ๗   กรรมการของมูลนิธิต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
          ๗.๑   มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์
          ๗.๒   ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
          ๗.๓   ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือ
                   ความผิดลหุโทษ

ข้อ ๘   กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
          ๘.๑   ถึงคราวออกตามวาระ
          ๘.๒   ตายหรือลาออก
          ๘.๓   ขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับข้อ ๗
          ๘.๔   เป็นผู้มีความประพฤติหรือปฏิบัติตนเป็นที่เสื่อมเสีย และคณะกรรมการมูลนิธิมีมติ
                   ให้ออก ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของคณะกรรมการมูลนิธิ

หมวดที่ ๕
การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๙   มูลนิธินี้ดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิ มีจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๐ คน แต่ไม่เกิน ๒๐ คน
          ประกอบด้วย ประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ เลขาธิการมูลนิธิ เหรัญญิก
          และกรรมการตำแหน่งอื่นๆ ตามแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร

ข้อ ๑๐ ในวาระเริ่มแรกให้คณะกรรมการผู้ริเริ่มจัดตั้งมูลนิธิ เป็นผู้เลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินงานของ
          มูลนิธิขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธานกรรมการมูลนิธิและกรรมการตำแหน่งอื่น
          ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับ

ข้อ ๑๑ วิธีเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิให้ปฏิบัติดังนี้ ให้คณะกรรมการมูลนิธิชุดที่ดำรงตำแหน่งอยู่
          เลือกตั้งประธานกรรมการมูลนิธิและกรรมการตำแหน่งอื่นๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับ

ข้อ ๑๒ กรรมการดำเนินงานมูลนิธิอยู่ในตำแหน่งคราวละ ๒ ปี นับแต่วันเลือกตั้ง
                   ในวาระเริ่มแรก เมื่อครบ ๒ ปี นับแต่วันเลือกตั้ง ให้กรรมการมูลนิธิกึ่งหนึ่ง
          ของกรรมการมูลนิธิทั้งหมดออกจากตำแหน่งโดยวิธีการจับสลาก และให้ถือว่าเป็นการพ้น
          จากตำแหน่งตามวาระ

ข้อ ๑๓ การเลือกตั้งคณะกรรมการมูลนิธิ ให้ถือเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
          เป็นมติของที่ประชุม

ข้อ ๑๔ กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ อาจได้รับเลือกเข้าเป็นกรรมการมูลนิธิอีกได้

ข้อ ๑๕ ในกรณีที่กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้กรรมการของมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่ง
           ปฏิบัติหน้าที่กรรมการของมูลนิธิต่อไปจนกว่ามูลนิธิจะมีการแจ้งจดทะเบียนกรรมการของมูลนิธิ
           ที่เลือกตั้งใหม่

หมวดที่ ๖
อำนาจหน้าที่คณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๑๖ คณะกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการของมูลนิธิ ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ
          และภายใต้ข้อบังคับนี้ และให้มีอำนาจหน้าที่ต่างๆ ดังต่อไปนี้
          ๑๖.๑ กำหนดนโยบายของมูลนิธิและดำเนินงานตามนโยบายนั้น
          ๑๖.๒ ควบคุมการเงินและทรัพย์สินต่างๆ ของมูลนิธิ
          ๑๖.๓ เสนอรายงานกิจการ รายงานการเงิน และบัญชีงบดุล รายได้รายจ่ายต่อกระทรวงมหาดไทย
          ๑๖.๔ ดำเนินการให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ และวัตถุประสงค์ของข้อบังคับนี้
          ๑๖.๕ ตราระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของมูลนิธิ
          ๑๖.๖ แต่งตั้งหรือถอดถอนอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง หรือหลายคณะ เพื่อดำเนินการเฉพาะอย่าง
                  ของมูลนิธิภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการมูลนิธิ
          ๑๖.๗ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิหรือบุคคลที่ทำประโยชน์ให้มูลนิธิเป็นพิเศษเป็นประธานและหรือ
                    กรรมการกิตติมศักดิ์
          ๑๖.๘ เชิญผู้ทรงเกียรติเป็นผู้อุปถัมภ์มูลนิธิ
          ๑๖.๙ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิ
          ๑๖.๑๐ แต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าหน้าที่ประจำของมูลนิธิ

          มติให้ดำเนินการตามข้อ ๑๖.๗, ๑๖.๘ และ ๑๖.๙ ต้องเป็นมติเสียงข้างมากของที่ประชุม
          และที่ปรึกษาตามข้อ ๑๖.๙ ย่อมเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิที่เชิญเท่านั้น

ข้อ ๑๗ ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
          ๑๗.๑ เป็นประธานของการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
          ๑๗.๒ สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
          ๑๗.๓ เป็นผู้แทนของมูลนิธิในการติดต่อกับบุคคลภายนอก หรือการลงลายมือชื่อในเอกสาร
                   ข้อบังคับและสรรพหนังสือ อันเป็นหลักฐานของมูลนิธิ เมื่อประธานกรรมการมูลนิธิ
                   หรือกรรมการมูลนิธิผู้ได้รับมอบหมายให้ทำการแทน ได้ลงลายมือชื่อแล้วจึงเป็นอันใช้ได้
          ๑๗.๔ ปฏิบัติการอื่นๆ ตามข้อบังคับ และมติของคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๑๘ ให้รองประธานกรรมการมูลนิธิ ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิ เมื่อประธานไม่สามารถ
           ปฏิบัติหน้าที่ได้หรือในกรณีที่ประธานมอบหมายให้ทำการแทน

ข้อ ๑๙ ถ้าประธานกรรมการมูลนิธิและรองประธานกรรมการมูลนิธิ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการประชุม
          คราวหนึ่งคราวใดได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการมูลนิธิคนหนึ่ง เป็นประธานสำหรับการประชุมคราวนั้น

ข้อ ๒๐ เลขาธิการมูลนิธิมีหน้าที่ควบคุมกิจการและดำเนินการประจำของมูลนิธิ ติดต่อประสานงานทั่วไป
          รักษาระเบียบข้อบังคับของมูลนิธิ นัดประชุมกรรมการตามคำสั่งของประธานกรรมการมูลนิธิ
          และทำรายงานการประชุม ตลอดจนรายงานกิจการมูลนิธิ

ข้อ ๒๑ เหรัญญิกมีหน้าที่ควบคุมการเงิน ทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
          ให้ถูกต้องและเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด

ข้อ ๒๒ สำหรับกรรมการตำแหน่งอื่นๆ ให้มีหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด
          โดยทำเป็นคำสั่งระบุอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน

ข้อ ๒๓ คณะกรรมการมูลนิธิมีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมกรรมการ หรืออนุกรรมการอื่นๆ ของมูลนิธิได้

หมวดที่ ๗
การประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๒๔ คณะกรรมการมูลนิธิจะต้องจัดให้มีการประชุมสามัญประจำปีทุกๆ ปีภายในเดือนมกราคม
         และต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าร่วมประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด
         จึงจะเป็นองค์ประชุม

ข้อ ๒๕ การประชุมวิสามัญอาจมีได้เมื่อประธานกรรมการมูลนิธิ หรือคณะกรรมการมูลนิธิตั้งแต่
           ๒ คนขึ้นไป แสดงความประสงค์ไปยังประธานกรรมการมูลนิธิหรือผู้ทำการแทนขอให้มีการประชุม
           ก็ให้เรียกประชุมวิสามัญได้

ข้อ ๒๖ ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ หากมิได้มีข้อบังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น มติของ
           ที่ประชุมให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมาก ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุม
           ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่ง เป็นเสียงชี้ขาด กิจการใดที่เป็นงานประจำหรือเป็นกิจการเล็กน้อย
           ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจสั่งให้ใช้วิธีสอบถามมติทางหนังสือแทนการเรียกประชุม
           คณะกรรมการมูลนิธิ แต่ประธานกรรมการมูลนิธิต้องรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิใน
           คราวต่อไป ถึงมติและกิจการที่ได้ดำเนินการไปตามมตินั้น สำหรับกิจการใดเป็นงานประจำ
           หรือเป็นกิจการเล็กน้อยหรือไม่ ย่อมอยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๒๗ ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือประธานที่ประชุม
           มีสิทธิเชิญหรืออนุญาตให้บุคคลที่เห็นสมควร เข้าร่วมประชุมในฐานะแขกผู้มีเกียรติ หรือ
           ผู้สังเกตการณ์ หรือเพื่อชี้แจง หรือเพื่อให้คำปรึกษาแก่ที่ประชุมได้

หมวดที่ ๘
การเงิน

ข้อ ๒๘ ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือรองประธานกรรมการมูลนิธิในกรณีทำหน้าที่แทน มีอำนาจ
          สั่งจ่ายเงินได้คราวละไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) ถ้าเกินจำนวนดังกล่าว
          ต้องได้รับอนุมัติจาก คณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมาก เว้นแต่กรณีจำเป็นและเร่งด่วน
          หรือเป็นการจ่ายตามแผนงานที่ได้รับอนุมัติล่วงหน้าไว้แล้ว ให้อยู่ในดุลพินิจของ
          ประธานกรรมการมูลนิธิที่จะอนุมัติให้จ่ายได้ แล้วต้องรายงานให้คณะกรรมการมูลนิธิทราบ
          ในการประชุมคราวต่อไป

ข้อ ๒๙ เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดได้ครั้งละไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน)

ข้อ ๓๐ เงินสดของมูลนิธิ ต้องนำฝากไว้กับธนาคาร หรือสถาบันการเงินอื่นใดที่รัฐบาลให้การ
          ค้ำประกัน หรือตามที่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร

ข้อ ๓๑ การสั่งจ่ายเงินโดยเช็คหรือตั๋วสั่งจ่ายเงิน จะต้องมีลายมือชื่อของประธานกรรมการมูลนิธิ
          หรือผู้ทำการแทนหรือกรรมการมูลนิธิที่ประธานกรรมการมูลนิธิมอบหมาย กับเลขาธิการหรือ
          เหรัญญิกลงนามทุกครั้งจึงจะเบิกจ่ายได้

ข้อ ๓๒ การใช้จ่ายเงินตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ รวมทั้งค่าใช้จ่ายประจำสำนักงาน ให้จ่ายเพียง
          ดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นทุน เงินที่ผู้บริจาคมิได้แสดงเจตนาให้เป็นเงินสมทบทุน
          โดยเฉพาะ และรายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมของมูลนิธิ

ข้อ ๓๓ ให้คณะกรรมการมูลนิธิวางระเบียบเกี่ยวกับการเงิน การบัญชีและทรัพย์สินของมูลนิธิ
          ตลอดจนกำหนดอำนาจหน้าที่ต่างๆ เกี่ยวกับการรับและจ่ายเงิน นอกเหนือจากที่
          กำหนดไว้ในข้อบังคับ

ข้อ ๓๔ ให้คณะกรรมการมูลนิธิกำหนดรอบระยะเวลาบัญชี และจัดทำรายงานสถานะการเงินของมูลนิธิ
          ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ผ่านมา เสนอต่อที่ประชุมในการประชุมสามัญประจำปี

ข้อ ๓๕ ให้มีผู้สอบบัญชีของมูลนิธิ ซึ่งคณะกรรมการของมูลนิธิเห็นชอบและแต่งตั้งจากบุคคลที่มิใช่
           กรรมการหรือเจ้าหน้าที่อื่นของมูลนิธิ โดยจะให้ดำรงตำแหน่งกิตติมศักดิ์หรือได้รับค่าตอบแทน
           อย่างไรสุดแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะกำหนด

ข้อ ๓๖ ผู้สอบบัญชีมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบบัญชีของมูลนิธิและรับรองบัญชีงบดุลประจำปีที่
          คณะกรรมการมูลนิธิต้องรายงานต่อกระทรวงมหาดไทย และมีสิทธิตรวจสอบบัญชีและ
          เอกสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสอบถากรรมการมูลนิธิและเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิในเรื่องใดๆ
          ที่เกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และเอกสารดังกล่าวได้

หมวดที่ ๙
การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ

ข้อ ๓๗ การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับให้กระทำได้โดยที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ ซึ่งต้องมีกรรมการมูลนิธิ
          เข้าประชุมไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด และการอนุมัติให้แก้ไขหรือเพิ่มเติม
          ข้อบังคับต้องประกอบด้วย คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่เข้าประชุม

หมวดที่ ๑๐
การเลิกมูลนิธิ

ข้อ ๓๘ ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไปโดยมติของคณะกรรมการ หรือโดยเหตุใดก็ตาม ทรัพย์สินทั้งหมด
          ของมูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน

ข้อ ๓๙ การสิ้นสุดของมูลนิธินั้นนอกจากที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ให้มูลนิธิเป็นอันสิ้นสุดลง โดย
          มิต้องให้ศาลสั่งเลิกด้วยเหตุต่อไปนี้
          ๓๙.๑  เมื่อมูลนิธิได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลแล้วไม่ได้รับทรัพย์สิน
                    ตามคำมั่นเต็มจำนวน
         ๓๙.๒   เมื่อกรรมการมูลนิธิจำนวนสองในสามมีมติให้ยกเลิก
         ๓๙.๓   เมื่อมูลนิธิไม่อาจหากรรมการได้ครบตามจำนวนกรรมการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
         ๓๙.๔   เมื่อมูลนิธิไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ

หมวดที่ ๑๑
บทเบ็ดเตล็ด

ข้อ ๔๐ การตีความในข้อบังคับของมูลนิธิ หากเป็นที่สงสัยให้คณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมาก
          ของจำนวนกรรมการที่มีอยู่เป็นผู้ชี้ขาด

ข้อ ๔๑ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมูลนิธิมาใช้บังคับในเมื่อข้อ
          บังคับของมูลนิธิมิได้กำหนดไว้

ข้อ ๔๒ มูลนิธิต้องไม่ดำเนินการหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน หรือเพื่อบุคคลใด นอกจากเพื่อดำเนินการ
          ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นเอง

 

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
ประธานกรรมการมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด

เอกสารแนบ: PDF icon fact-rule.pdf